2006/Sep/14

มีของ 3 อย่าง ที่ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้เมือสูญเสียไปแล้ว
เวลา คำพูด โอกาส


ณ ลานประหาร...
นักศึกษาชายชาวอเมริกัน 3 คน เดินทางไปเที่ยวที่แม็กซิโก
ในคืนวันหนึ่งทั้ง 3 คน ดื่มเหล้าในบาร์หนักไปหน่อย
พอตอนเช้า ก็พบว่าทั้ง 3 คน
ติดอยู่ในคุกและโดนตัดสินประหารชีวิตไปเรียบร้อย
แต่ทั้ง 3 คนไม่มีใครจำได้ว่าไปทำอะไรมาบ้างเนื่องจากเมาจัด
เลยเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด

พอถึงวันประหารหลังจากที่นักศึกษาคนแรกถูกนำเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ไฟฟ้า
เขาก็พูดสั่งเสียออกมาว่า
"ผมเป็นนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยแถบแกรนด์แคนยอน
ผมเชื่อในพลังของพระเจ้าและเชื่อว่าพระเจ้าจะเข้าข้างผู้บริสุทธิ์"
พอสิ้นเสียงเจ้าหน้าที่ก็สับสวิทช์เก้าอี้ไฟฟ้า
ปรากฎว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่เลยเชื่อว่าพระเจ้าไม่ต้องการให้นักศึกษาคนนี้ตายจึงปล่อยตัวไป

เสร็จแล้วนักศึกษาคนที่ 2 ก็ถูกนำมานั่งเก้าอี้ไฟฟ้า
แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสับสวิทช์ไฟ นักศึกษาคนที่ 2 ก็กล่าวมาว่า
"ผมเป็นนักศึกษากฏหมายอยู่ที่ มหาวิทยาลัยอริโซน่า ผมเชื่อว่ากฏหมายอันศักดิสิทธิ์จะเข้าข้างผู้บริสุทธิ์เสมอ"
พูดจบเจ้าหน้าที่ก็สับสวิทช์ทันทีปรากฏว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เจ้าหน้าที่เชื่อว่ากฏหมายอันศักดิสิทธิ์ไม่ต้องการให้ชายผู้นี้ตายก็เลยยอมปล่อยตัวไป

หลังจากนั้นพอนักศึกษาคนที่ 3
ถูกนำมานั่งเก้าอี้ไฟฟ้าเขาก็กล่าวว่า
"ผมเป็นนักศึกษาวิศวะไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัย(ขอสงวนสิทธิ์ไม่เอ่ยนามสถาบัน) และผมจะขอบอกพวกคุณว่าถ้าพวกคุณไม่ต่อสายไฟ 2
เส้นที่ขาดอยู่นั้นเข้าด้วยกันไอ้เก้าอี้ไฟฟ้าตัวนี้ก็จะไม่มีวันใช้การได้"
หลังจากนั้นอีก 5 นาที วิญญานของนักศึกษาคนที่ 3 ก็ไปสู่สุขคติ


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา
แต่สุดท้าย...รู้รักษาตัวรอดน่าจะเป็นยอดดีกว่า มั้ง

2006/Sep/13

วันนี้ร้องไห้กับพระเจ้าทั้งน้ำตา พระองค์สอนผมว่าเราต้องให้คนอื่นไม่หวังสิ่งตอบแทน

ให้คนอื่นหมดแล้ว..... โดยไม่คำนึงถึงตัวเองเลย ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเลี้ยงดูจนอยู่ได้ทุกวันนี้ คนไหนอยากได้อะไรก็เอาไปเถิด ให้เขาไปเถิด คำเหล่านี้กึกก้องในหัวผมตลอด ผมถูกโกง ถูกขโมยผลงาน ผมให้เงินคนอื่นไปใช้โดยไม่ทวง ไม่หวังได้คืนแต่ผมก็มีความสุขที่ได้เป็นผู้ให้

แต่ทำไมสุดท้ายผู้ให้อย่างผม ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกหาผลประโยชน์ ให้เพราะหวังผลกลับคืน ถูกมองเป็นพวกเจ้าเล่ห์ด้วย

..... ผมเสียใจอยู่นาน นั่งอธิษฐาน สุดท้ายพระเจ้าก็เหมือนจะให้คำตอบ

ข้อความในพระคัมภีร์ที่พระเยซูทรงสอนหลายข้อผุดขึ้นมาที่หัวในวันนี้

"จงอธิษฐานเผื่อศัตรูของท่าน จงอธิษฐานเผื่อผู้ที่เคี่ยวเข็ญท่าน"

"ถ้าผู้ใดริบเสื้อคลุมของท่านไป หากเขาจะเอาเสื้อผ้าไปด้วยก็อย่าหวงห้าม"

"ผู้ใดตบแก้มซ้ายของท่าน จงยื่นแก้มอีกข้างให้เขาตบด้วย"

ในที่สุดก็ทำให้ผมก็คิดได้ว่า การให้ที่ผ่านมานั้น อยากได้รับคำชมเชยหรือ? ถ้าผมให้เพราะอยากได้แต่คำชมเชย ผมก็คงเป็นผู้ให้ที่เลวมาก แต่ตอนนี้ก็ได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง การให้นั้น สิ่งที่กลับมาไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป ซึ่งการให้ที่แท้จริง เราต้องยอมรับผมที่ตามมาได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะดีหรือร้าย และเราต้องทำใจยอมรับกับมัน

"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" คำพูดของชาวพุทธ น่าจะเปลี่ยนซักนิด ตัดคำว่า "ได้" ทั้ง 2 คำออกไป ความหมายน่าจะลึกซึ้งขึ้นอีกเยอะ

แต่สุดท้ายพระเจ้าจะให้สิ่งที่ดีกับเราเอง ผมขอกลับตัวกลับใจ กลับความคิดเสียใหม่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะยืนหยัด กล้าบอกทุกคนว่า "ผมเป็นผู้ให้ที่ดีแล้ว"

2006/Apr/07

มีงูเหลือมตัวนึง ไปล่าอาหาร เจอแม่ไก่ตัวนึง มันก็เลยรัดแม่ไก่และกินแม่ไก่ซะพอมันกินเสร็จ ก็เห็นไข่ของแม่ไก่ที่กำลังฟักอยู่ งูเหลือมจึงสงสาร

เอาไข่ไปฟักจนออกมาเป็นตัว และเลี้ยงดูลูกไก่เหมือนลูกตัวเอง เวลางูเหลือมไปไหน ลูกไก่ก็เดินตามไปด้วยตลอด

วันนึงลูกไก่ออกไปเดินเล่นตัวเดียวก็พบหมาจิ้งจอกตัวหนึ่ง มาจิ้งจอกก็ไล่ลูกไก่ ลูกไก่วิ่งหนีสุดชีวิตจนถึงทางตัน

ระหว่างที่หมาป่ากำลังจะเข้าตะปบลูกไก่อยู่นั้น ในวินาทีสุดท้าย ลูกไก่ก็คิดขึ้นได้ว่า เราเป็นลูกของงูเหลือมนี่ เราจะกลัวอะไรหมาป่าแค่นี้

ลูกไก่จึงรัดหมาป่าตาย และขย้อนหมาป่าเข้าท้องอย่างอร่อย

จบ....

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : เวลาเห็นงูเหลือมและลูกไก่เดินตามกัน อย่าเข้าใกล้เด็ดขาด